essay

ไม่มีนักดนตรี

posted on 03 Nov 2009 00:22 by patrweera  in essay

     นี่เป็นอีกครั้งที่ผมจะได้มีโอกาสขึ้นเล่นดนตรี เมื่อเพื่อนผมมาบอกว่าเปิดโอกาสให้ส่งเดโมเข้าไปคัดเลือก ในงานมหกรรมหนังสือของมหาวิทยาลัยงานหนึ่ง ซึ่งใหญ่พอสมควร เป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะได้เล่นดนตรีให้คนฟัง

     นักดนตรีอิสระคืออาชีพที่ผมใฝ่ฝัน

     พอผมถามเพื่อนว่า แล้วเขาจะจ่ายยังไง 

     เพื่อนผมบอกว่าไม่จ่าย เล่นฟรี 

     ถ้าหากเป็นเมื่อสมัยมัธยมห่าม ๆ ผมคงไม่คิดอะไรกับค่าตอบแทนมากนัก เพราะมันเป็นงานอดิเรก แต่ทุกวันนี้ผมคิดว่า ผมไม่ได้ทำเหยาะ ๆ แหยะ ๆ อีกต่อไปแล้ว ถึงกระนั้นมันก็เป็นงานที่ต้องได้รับค่าเหนื่อยเฉกเช่นงานอื่น ๆ ฝีมือทางดนตรีของผม ถึงแม้ไม่ได้ดีเด่นไปกว่าใคร แต่มันก็สามารถสร้างความบันเทิงได้ นั่นแหละ ผมว่าเป็นเกียรติ ในงานที่ผมทำ

      เกียรติเช่นเหมือนตำรวจรักษาความสงบ

      เกียรติเช่นเหมือนครูสอนหนังสือ

     เกียรติเช่นหมอรัษาคนไข้ให้หาย

     เกียรติเช่นนี้มีในอาชีพนักดนตรีเช่นกัน 

     และเช่นนั้น นักดนตรีสมควรที่จะได้รับค่าตอบแทนอย่างสมกับที่สร้างความบันเทิงด้วย หลายครั้งหลายหนที่ผมยังได้ยินคำว่า "เต้นกินรำกิน" ผมสงสัยจริงว่า น้ำเสียงดูถูกเหล่านี้ทำไมไม่เคยจางไปจากสังคมไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยก็มีการเล่นการรำดนตรีนาฏศิลป์อาชีพมาแสนนาน และเป็นอาชีพที่ต้องฝึกฝนประสมการณ์ ทำงานอย่างหนัก ซักซ้อม เพื่อคุณภาพในการแสดง ให้ทุกคนบันเทิงเริงรมย์

     ที่เห็นกันว่าเล่นดนตรีสนุกสนานเหมือนเล่นกระโดดยาง พวกเขาซ้อมมาไม่รู้กี่เดือน 

    ข้าราชการเช้าชามเย็มชามที่ด่าคนเฒ่าคนแก่ตามอำเภอดีกว่าพวกเขาตรงไหน แล้วทำไม เขาไม่มีสิทธิ์จะได้รับค่าตอบแทนอันเหมาะสม  เฉกเช่น

     แล้วเช่นนั้น พวกเขาไม่สมควรในเกียรติและค่าตอบแทนเหมือนอาชีพอื่นอย่างไร ผมนึกไม่ออกหรือนักดนตรีไม่ต้องกินข้าว อาจเป็นเช่นนั้น เพราะนักดนตรีซ่อนตัวอยู่ในทาสก์บาร์รูปสายฟ้าในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องอยู่แล้ว หรืออยู่ในมินิเอ็มพีสามเพลเยอร์

     พวกเขาไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ไม่มีลำไส้

     ผมคิดถึงไปขั้นว่า สมัยก่อนนั้น อาจจะไม่มีคำพูดคำนี้ก็เป็นได้ อาจพึ่่งผุดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เอง และสิ่งที่เป็นปัจจัยหนึ่งคือ นักดนตรีเอง ไม่เห็นคุณค่าของอาชีพที่ตนทำ มักอะลุ่มละหล่วย "เล่นฟรี" เสมอมานี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือหากไชลึกลงไปกว่านั้น

     เพียงคนบางกลุ่มที่ต้องการ "อยากดัง" แล้วเสร้งทำตัวเป็นนักดนตรี ก็เป็นตัวการหนึ่งที่ทำลายสถาบันอาชีพ เช่นกัน

     ไม่ต้องแปลกใจ หากคำว่าเต้นกินรำกินยังคงอยู่ เพราะหากอีกทางหนึ่งแล้วนักดนตรีที่แท้จริงมีเพียงน้อยนิด 

     นักดนตรีที่เล่นเพื่อนให้คน ๆ เดียวฟังก็ยังได้ เล่นเพื่อตอบสนองความบันเทิงแก่ผู้ฟัง หรือหวังความสุขที่ได้จากเสียงเพลงอันไพเราะจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องออกเรียลลิตี้โชว์ หรือบากหน้าขอเล่นดนตรีตามเวทีต่าง ๆ โดยยกความดีความชอบให้คนขนเวทีมาประกอบให้แล้วหลอกเอาเงินสปอนเซอร์มานั่งกินเหล้าหลังเวที ถ้าหากว่าเป็นการประกวดก็ยังดี 

     แต่ถ้าหากคัดเอาคนฝีมือดี ๆ มาเล่นฟรี คุณคิดว่า อาชีพนักดนตรีจะมีไว้ทำไม หรือประเทศนี้ไม่ต้องการนักดนตรี ต้องการแค่ "สตาร์" อย่างนั้นเองหรือ

     ลองคิดถึงเพลงซึ้ง ๆ ที่พวกเขาร้องไว้ให้คุณร้องตาม ทำให้คุณร้องให้ ทำให้คุณกระโดด หรืออย่างน้อยทำให้คุณเคาะเท้า กระดิกนิ้วตาม พวกเขาอยู่ทุกที่ที่คุณต้องการฟังเพลง ไม่ใช่แค่ในตึกโต ๆ ในกรุงเทพ พวกเขาขับขานเสียงเพลงอยู่ทุกหัวระแหงในเมืองไทย และพวกเขาทำเพื่อความบันเทิงของคุณ  และพวกเขารอให้เขาเลือกคุณ ไม่ใช่โปรแกรมนิคคาราโอเกะ หรือวินอ่างวิงโอ่ง

      หรือถ้าไม่งั้น

      นักดนตรีไส้แห้งก็จะมีต่อไป และ เทปผีซีดีเถื่อนก็จะมีต่อไป

      และอาจไม่มีนักดนตรี

 

 

      อีกต่อไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 3 Nov 2009 00:54:02 by ภัทร วีระ

edit @ 3 Nov 2009 01:04:20 by ภัทร วีระ