การสร้างความจริงในภาพยนตร์เรื่องจัมพ์เปอร์
posted on 13 May 2008 11:41 by patrweera in academicwriting
บทนำ
Jumper (จัมพ์เปอร์) คนกระโดดข้ามมิติ เป็นภาพยนตร์แนวแอ๊กชั่นไซไฟ (แนวบู๊ต่อสู้อิงนิยายวิทยาศาสตร์) ออกฉายทั่วโลกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสามารถพิเศษของมนุษย์ที่สามารถ “กระโดด” ไปที่ใด ๆ ก็ได้ เพียงแต่เห็นภาพหรือนึกถึงสถานที่นั้น “นักกระโดด” ก็จะหายตัวไปที่ที่นึกทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่มนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราท่านหลงไหลใฝ่ฝัน อยากจะกระโดดได้จริงเหมือน ”นักกระโดด” ซึ่งในตัวอย่างภาพยนตร์ มีการออกสัมภาษณ์ ผู้คนทั่วไปว่า “ถ้าคุณกระโดดไปที่ไหนก็ได้ คุณจะไป...? (If I could jump anywhere , I’ll jump to …) ซึ่งยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้ชมตัวอย่างได้คิดเพริดไปว่าตัวเองอยากไปที่ใด ตามแต่จินตนาการของแต่ละคน และยังสามารถนำไปเป็นหัวข้อสนทนาในกลุ่มเพื่อนต่อ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน
ชีวิตของพระเอกในเรื่องก็เหมือนจะดำเนินไปด้วยความสุขเหนือมนุษย์ ด้วยการใช้เงินที่โจรกรรมมาจากธนาคาร(กระโดดเข้าไปในเซฟธนาคาร) แต่แล้วเรื่องราวก็เกิดขึ้นเมื่อมีพวก “พาราดิน” คลั่งศาสนา อ้างว่าความสามารถกระโดดควรจะมีแต่พระเป็นเจ้าเท่านั้น แล้วการไล่ล่าก็เกิดขึ้น โดยพาราดินก็ไม่ได้น้อยหน้าเพราะมีเครื่องมีทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยใช้จัดการกับจัมพ์เปอร์ได้
แนวคิดเรื่อง “ความเป็นจริง”
แนวคิดเรื่องความเป็นจริงมาจากทัศนะของ เดอซอซูร์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีสัญญะวิทยา ที่ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง “ภาษา” และ “ความเป็นจริง” ว่า แต่เดิมคนเราตั้งชื่อสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้อ้างถึงสิ่งนั้นในคราวต่อ ๆ ไป แต่ซอซูร์ เห็นว่าบทบาทหน้าที่ของการตั้งชื่ออันเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษานั้นมีมากกว่าประโยชน์แค่การอ้างถึง แต่ภาษายังทำให้มนุษย์สามารถจัดระบบ สร้าง และเป็นเครื่องมือให้เราเข้าสู่ความเป็นจริงอีกด้วย
ซึ่ง สจ๊วต ฮอลล์ นักคิดอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของกลุ่มนักคิดทฤษฎีวิพากษ์ ได้ขยายต่อไปอีกว่า “แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นจริง” ลอย ๆ อยู่ จนกว่าจะมีผู้สร้างขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่มี “คนดี” “คนชั่ว” หรือ “คนชั่วกลับใจ” (หรือ “นักกระโดดที่จิตใจดี”) จนกว่าสื่อมวลชนจะใช้ภาษาของสื่อสร้างมันขึ้นมา” ซึ่งเป็นหลักคิดในการวิเคราะห์ต่อไปว่า ผู้สร้างจัมพ์เปอร์ ได้ใช้กลวิธีของสื่อภาพยนตร์อย่างไรบ้างในการสร้างภาพ “นักกระโดด” เหล่านี้ให้ดูสมจริง
การวิเคราะห์ตัวสื่อ
ฮอลล์ ให้ความสนใจกับการวิเคราะห์ธรรมชาติของสื่อโทรทัศน์อย่างมากซึ่งหมายรวมถึงภาพยนตร์ด้วยเพราะมีลักษณะเหมือนกันคือมีทั้งภาพและเสียง และได้ตั้งข้อสังเกตประกอบการวิเคราะห์สื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์เอาไว้ว่า
สื่อโทรทัศน์เป็น icon sign (เป็นภาพ) ซึ่งเมื่อนำเสนอแล้ว ผู้รับสารจะมองเห็นคุณลักษณะบางอย่างของสิ่งที่นำเสนอทันที ต่างจากสื่อที่ปรากฏในรูปของตัวอักษร
ผลต่อเนื่องจากการที่สื่อโทรทัศน์นั้นเป็นภาพแบบ icon sign ทำให้การใช้รหัสนั้นดูเป็นธรรมชาติ จึงคล้ายกับว่านำเอา “สิ่งที่เกิดขึ้น” มานำเสนอ ทั้งที่อันที่จริง ภาพในจอโทรทัศน์นั้นมิใช่ “ภาพที่เกิดขึ้นจริง ๆ เท่านั้น” หากแต่เป็น “ภาพจริงที่ถูกสร้างขึ้นมา” โดยผ่าน มุมกล้อง ระยะห่าง แสง ซึ่งภาพยนตร์เรื่องจัมพ์เปอร์ได้สร้างภาพจริงเพื่อใช้อ้างถึงสิ่งที่เป็นจริง โดยการลำดับภาพที่ชวนให้เข้าใจตามได้อย่างถูกต้องตามผู้ส่งสาร
การสร้างความจริงโดยการลำดับเรื่อง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากภาพยนตร์เรื่องจัมพ์เปอร์คือฉากที่มีการต่อสู้กันในสนามกีฬาเก่าแก่ในกรุงโรม (colosseum) ผู้สร้างได้ใช้บริบท (context) คือการลำดับภาพตามเรื่องราวในการควบคุมความเข้าใจของผู้รับสารให้เข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นที่คอลอสเซียมจริง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงที่ได้ดูจากเบื้องหลังการถ่ายทำนั้น เหตุการณ์ส่วนมากในฉากนี้ถ่ายทำในห้องสตูดิโอเพราะความจำเป็นในเรื่องสถานที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อาจถูกทำลายจากการต่อสู้กันของนักกระโดดกับผู้ล่าพาราดิน
ในการลำดับภาพ(หรือเหตุการณ์)ที่ว่านี้ก็คือ การนำภาพคอลอสเซียมจริงที่ถ่ายมาจากสถานที่จริงมาแสดงต่อผู้รับสารก่อน ต่อจากนั้นในฉากที่มีการต่อสู้กันจึงตักเอาภาพคอลอสเซียมจำลองมาต่อ เป็นกลวิธีของภาพยนตร์ที่ใช้มากที่สุดก็ว่าได้ เราจะเข้าใจไปทันทีว่ายังอยู่กันที่คอลอสเซียม ไม่ได้ย้ายไปที่อื่น แต่ในความจริงไม่ได้อยู่ที่นั่น ผู้ส่งสารก็ไม่ได้โกหกหลอกลวงเราว่า ยังอยู่ที่คอลอสเซียมแต่ประการใด (ไม่ได้ประกาศเสียงหรือมีข้อความบอกตอนไหนเลยว่าที่นี่คือคอลอสเซียม) แต่เราเข้าใจกันไปเอง ผ่านกระบวนการลำดับภาพ การตัดต่อเหล่านี้
ความหมายเชิงสัญญะของการหาย-ปรากฏ
ในศิลปะการสร้างภาพยนตร์ กระบวนการหนึ่งที่สำคัญและต้องควบคุมให้ละเอียดเพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจตรงตามความหมายของผู้ส่งสาร (Dominant – hegemonic position) นั้นก็คือกระบวนการตัดต่อดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ซึ่งในการสร้างนักกระโดดนั้นจำเป็นต้องใช้การตัดภาพเพื่อการเล่าเรื่องเป็นหลัก ในเรื่องจะเปลี่ยนฉากบ่อยมาก แต่ก็เป็นลักษณะพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ว่าแม้จะตัดฉากแต่ไม่ตัดบท คือตัวละครยังเล่นอยู่ในเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน เพราะเหตุที่ตัวละคร “กระโดดไปมา” จากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง ซึ่งการกระโดดของตัวละครประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ ที่มีความสัมพันธ์ในเชิงความหมายและการลำดับที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง หากเปลี่ยนไปก็จะทำให้ความเข้าใจของผู้รับสารคลาดเคลื่อนทันทีนั่นคือ “การหายไป” และ “การปรากฏขึ้น”
ภาพของการหายไปคือภาพฉาก(theme)ใดฉากหนึ่งโดยส่วนมากแล้วจะไม่มีการเคลื่อนไหวของมุมกล้อง (การแพน ซูมอิน ซูมเอ้า ดอลลี่) ตัวละครจะมีอยู่ในตอนแรกและจะไม่มีอยู่(disappear)ในช่วงเวลาถัดมา
จากนั้นก็จะเปลี่ยนฉาก ไปที่ที่ต้องการบอกว่าเขาได้กระโดดไปถึง ในตอนแรกจะไม่มีตัวละคร(ที่หายไปในตอนแรก) แล้วตัวละครก็จะปรากฏขึ้นมา (appear) ขึ้นมาในบัดดล กระบวนการต่อเนื่องกันนี้มีความหมายถึงการหายตัวแบบ Teleportation1 ได้อย่างดี ในภาพยนตร์ไทยก็มีการใช้เทคนิคง่าย ๆ นี้มาอย่างยาวนานแล้วกับการหายตัวของภูตผี ผีปอบ และมักจะใช้เสียง “ปิ้ง” ประกอบ ส่วนในเรื่องจัมพ์เปอร์จะใช้เสียงที่ทุ้มต่ำและยาวกว่าให้ความรู้สึกคล้ายกับเสียงจากการผิดสภาพของกระแม่เหล็กไฟฟ้า
ซึ่ง 2 ขั้นตอนที่กล่าวไปแล้วนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงลำดับก่อนหลังได้ หากเอาฉากปรากฏมาไว้ก่อนฉากหาย ผู้รับสารก็จะไม่ได้เข้าใจว่ามาจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเลย ฉะนั้นเราจึงเข้าใจได้ว่า 2 ปรากฏการณ์นี้ มีลักษณะไม่มีความหมายที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง จนกว่าจะนำมาเรียงลำดับกันให้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งนี้เป็นหลักการของทฤษฎีสัญญะตัวหมายถึง (Signified) นั้นมีความหมายมากกว่าตัวหมาย (Signifier) คือ ไม่ได้แปลว่าตัวละครหายไปและปรากฏขึ้นเท่านั้น แต่หมายความว่าตัวละครมีความสามารถพิเศษสามารถไปที่ใดก็ได้โดยพลัน เป็น “จัมเปอร์” นั่งเอง ซึ่งแนวคิดของเรื่องสัญญะที่ชัดเจนในกรณีศึกษานี้อีกเรื่องหนึ่งคือตัว “ปริบท” (context) ของตัวหมายว่าสิ่งที่อยู่รอบ ๆ หรือเกิดก่อน-เกิดหลัง (หาย-ปรากฏ) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแปลความหมายจากสารที่ผู้ส่งได้ส่งไปให้ตรงกับการแปลความหมายของผู้รับสาร
สรุป
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือกระบวนการสร้างความจริงซึ่งใช้อธิบายแนวคิดของฮอลล์ได้ว่า ภาพในโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ดูโปร่งใสชัดเจนอย่างยิ่ง แต่ด้วยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนของภาพยนตร์ ทำให้ภาพในภาพยนตร์จริง ๆ แล้วได้ผ่านการปรุงแต่งมาอย่างหนักหน่วงที่สุด อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ก็มีหน้าที่ให้ความบันเทิงซึ่งผู้รับสารรู้อยู่แล้วว่ามาจาก “เรื่องแต่ง” การสร้างความจริงดังกล่าวจึงเป็นเพียง “ความสมจริง” หาใช่ “เรื่องจริง” แต่อย่างใด
เชิงอรรถ
1.Teleportation is the movement of objects from one place to another, more or less instantaneously, without traveling through space. The concept has been widely used in science fiction. It should not be confused with quantum teleportation.
Similar is apport, an earlier word used to describe what today might be called teleportation; and bilocation, when something or someone described as being a magician is said to be able to occupy two places simultaneously. The word "teletransportation" (which simply expands Charles Fort's abbreviated term) was first employed by Derek Parfit as part of a thought exercise on identity.
From Wikipedia, the free encyclopedia
http://en.wikipedia.org/wiki/Teleportation
edit @ 13 May 2008 17:15:41 by ภัทร วีระ