Quit facebook : วันที่ 1

posted on 04 Sep 2016 11:37 by patrweera in essay

นานมากแล้วที่ผมไม่ได้มาเขียนอะไรที่บล็อกนี้โดยตรง ที่ห่างหายไปก็เพราะหลายปีที่ผ่านมามีโซเชียลมีเดียอื่นๆ เขามาในวิถีชีวิต และที่ผมใช้มากที่สุดตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือ facebook 

 

และวันนี้ เป็นวันที่ผมตัดสินใจปฏิญาณตนเลิกเล่น facebook จนกว่าจะถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ต้องขอขอบคุณเพื่อนผิง ที่ให้คำปรึกษาและกำลังใจในการเลิกเฟซครั้งนี้ คงจะแปลกๆ เหมือนกันเพราะผมใช้เฟซบุ๊คมาตลอดห้าหกปีที่ผ่านมาและเหมือนจะใช้เวลากับมันมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ผมประมาณว่าทุกชั่วโมงผมต้องเชคฝีดอย่างน้อยสิบนาที นั่นก็เท่ากับ่วาเดย์ไทม์ของผม 16 ชั่วโมง หายไปกับการดูฝีด160 นาทีหรือประมาณสองชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะมากกว่านั้น)

 

สักพักใหญ่แล้วที่ผมรู้สึกไม่ดีต่อเพื่อนๆ ในเฟซ ยิ่งผมเปิดดูฟีดมากเท่าไร เหมือนจิตใจผมยิ่งเป็นไปในแง่ลบ ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนั้นอย่างไร แต่มันไม่ใช่ความสบาย ยินดี มีอุเบกขากับชีวิตคนอื่นที่เขาโพสเรื่องราวต่างๆ เหมือนกับว่าผมมีแต่ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ทุกคนไปเสียหมด เดี๋ยวไอ้นั่นสร้างภาพ เดี๋ยวพี่คนนั่นโพสอะไรอวดฉลาดแต่ดันใช้ตรรกะโง่ๆ น้องคนนั้นแรดโชวนมโชวขา เพื่อนพยายามจะอัพตัวเอง 

 

ใช่ ผมรู้ ทุกคนแค่ใช้ชีวิต พวกเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใครเลยโดยเฉพาะผม ผมมีปัญหากับตัวเอง และที่ผมวิพากษ์วิจารณ์คนเหล่านั้น บางส่วนผมก็เป็นเองด้วยเช่นกัน ปฏิกิริยาทางความคิดที่ส่งผลไปสู่อารมณ์ที่เกิดขึ้นมันมาจากตัวผมเอง แต่ไหนแต่ไรมา ผมเป็นคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจมากอยู่แล้ว เป็นปมตั้งแต่เด็กที่คิดว่าตัวเองขาดความรัก ไม่มีใครสนใจ 

 

พอโตมา ด้วยความที่ต้องจัดการกับการเรียกร้องความสนใจแบบหยาบๆ เช่นเรื่องรูปร่างหน้าตาหรือฐานะที่ผมไม่มีวันจะไปถึงความหล่อความรวยเหล่านั้นได้ ผมจึงพยายามกลบปมของตัวเองด้วยการหาคุณค่ายึดเกาะใหม่ที่ต่างไปจากเดิม ด้วยการพยายามทำตัวเป็นคนมีความรู้ หันเข้าหาศิลปะและวงการวิชาการ และก็เริ่มคาดหวังการตอบสนองใหม่ๆ คำชื่นชม คำเยินยอจากวิถีทางนั้น นอกจากนั้นยังทำตัวเป็นนักเขียนเฟซบุ๊ค โพสอะไรที่ลึกๆ ดูมีภูมิ มีของ หารู้ไม่ว่าเป็นการสาวไส้ตัวเองออกมาแผ่ให้คนอื่นดู เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ใครๆ เขาก็คงรู้นั่นแหละ ว่าผมเป็นคนที่ต้องการการสนใจมากจนดัดจริตได้ขนาดไหน

 

พอไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่มีคนสนใจตามที่คาดหวัง มันจึงกลายเป็นความเครีด กังวล งง สับสน จนบางครั้งกลับกลายเป็นความแค้นต่อผู้คน เที่ยววิพากษ์วิจารณ์ ยกตนข่มท่าน ฟาดฟันคนอื่นด้วยตรรกะและหลักการที่ฝึกมาเอาไว้โจมตีผู้เห็นต่าง การณ์กลับว่ายิ่งผมใช้เฟซบุ๊ค ผมยิ่งมีแต่ความคิดสองด้านคือไม่ริษยาในชีวิตคนอื่น ก็เป็นความสมเพชเวทนาและหยามเหยียด ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ลดน้อยถอยลงทุกที

 

ผมจึงตัดสินใจในวันนี้ ว่าจะขอหยุดการใช้ชีวิต เวลา ในเฟซบุ๊ค เพื่อปรับปรุงทัศนคติที่มีต่อตนเองและโลก มันอาจจะไม่ได้ผล ผมอาจจะเป็นแบบเดิม ไม่ได้เห็นใจใครหรือมีความเมตตา อุเบกขากับคนอื่นมากขึ้น ผมไม่รู้ว่าผมจะดีขึ้นได้ไหม แต่อย่างน้อย ผมว่าผมควรต้องหยุดใช้เฟซบุ๊คก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่ทัศนคติของผมต่อตัวเองและคนอื่นๆ จะจมดิ่งไปมากกว่านี้ เหมือนกับคนที่ใช้ยาไปมากๆ แล้วต้องใช้ยามากขึ้นแต่ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว หากเกินจุดนี้ไป ก็อาจเป็นยาเกินขนาดแล้วตายไปกับมัน 

 

เฟซบุ๊คมีประโยชน์อย่างมากในการสื่อสารหลายรูปแบบ สื่อสารเรื่องทั้งส่วนตัว การกระจายข่าวกิจกรรม การแชร์สิ่งที่น่าสนใจ ผิดที่ตัวผมเอง "แพ้" เฟซบุ๊ค ตกเป็นทาสอารมณ์ของมัน ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกที่ควร ไม่สามารถอยู่เหนือมัน ซึ่งนั่นก็มาจากความอ่อนแอภายในจิตใจของตัวผมเองล้วนๆ 

 

ประมาณสามเดือนต่อจากนี้ ผมคงจะได้กลับมาสำรวจตัวเองอีกครั้ง ได้ปรับเปลี่ยนอย่างน้อยก็วิถีชีวิตประจำวันส่วนหนึ่ง ที่ไม่มีเฟซบุ๊คแล้ว แต่ไปเล่นอินสตาแกรมแทน โป๊ะ ผ่าง! ไม่ใช่ครับ ก็คงไม่ยุ่งกับโซเชียลอื่นๆ ด้วย ถ้าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์กับบางคนที่ประสบภาวะคล้ายๆ กับผมที่ไม่สามารถอยู่เหนือโซเชียลเหล่านี้ได้ ผมก็ดีใจ ผมขอทวงคืนเวลาและจิตใจมาจากเฟซบุ๊คก่อน จนกว่าผมจะใช้มันโดยปล่อยวาง อยู่เหนือมันได้ หรือไม่ก็อาจจะไม่กลับไปอีกเลย ไม่รู้หมือนกัน ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่มีปัญหาเหมือนผมด้วยนะครับ 

แล้วเดี๋ยวว่างๆ จะมาเล่าให้ฟังอีกครับว่าประสบการณ์การหักดิบเฟซบุ๊คเป็นยังไงในตอนต่อไป 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.
รักนะ จุ๊บๆ 

edit @ 4 Sep 2016 11:38:28 by ภัทร วีระ

Comment

Comment:

Tweet