1. กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วราวยุคหินกลาง มีตากับยายและหมาตัวหนึ่งชื่อว่าหมาบุ๊ค อาศัยอยู่ที่กระท่อมเล็ก ๆ เชิงเขา ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างป่าไม้อันอุดมไปด้วยพืชพรรณสัตว์ต่าง ๆ บนภูเขา และขอบทุ่งหญ้าอันกว้างไกลที่มีทิวทัศน์สวยงามของที่ราบกว้างไกล
  2. ตากับยายและหมาบุ๊ค อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมานานปี เมื่อก่อนตากับยายอยู่ด้วยกันสองคน แต่เมื่อเจ็ดปีก่อน...ในบ่ายวันหนึ่ง หมาบุ๊คเดินมาถึงที่กระท่อมของตายายในสภาพอิดโรยและผอมโซตัวสกปรก โดยที่ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน ตากับยายนึกสงสาร จึงบอกให้มันอยู่ด้วยกันที่กระท่อมนั้น
  3. ตากับยายอาศัยอยู่โดยการหาของป่ามากิน โดยที่ทั้งสองคนจะสลับกันเข้าป่าคนละวัน วันไหนใครเข้าไปหาของป่า หาเห็ด หัวมัน ผลไม้ สมุนไพร และมักจะเก็บดอกไม้ป่าสวย ๆ มาฝากกัน เพราะทั้งสองรักกันมาก คนที่อยู่กระท่อมก็จะทำงานบ้าน ทำความสะอาดบริเวณกระท่อม ผ่าฟืน ตักน้ำ คอยอีกคนกลับมา เป็นอย่างนี้ทุก ๆ วัน
  4. ส่วนหมาบุ๊คก็จะตามคนที่เข้าป่าไปหาของป่า เพื่อป้องกันอันตรายจากงูและสัตว์มีพิษต่าง ๆ ให้กับตายาย บ่อยครั้งมันต่อสู้กับงูและจิ้งจอกอย่างกล้าหาญจนได้รับบาดเจ็บ และแล้ววันหนึ่งมันก็โดนงูพิษพ่นพิษใส่ตา จนตาบอดไปข้างหนึ่ง ด้วยความกล้าหาญและซื่อสัตย์ตายายจึงรักมันในระดับปานกลาง ให้น้ำต้มเห็ดและหัวมันเป็นอาหารทุกวัน บางครั้งหมาบุ๊คก็กินหญ้าเป็นอาหาร
  5. แล้ววันหนึ่ง เทวดาฟ้าดินที่คอยปกปักรักษาป่าแห่งนั้นแลเห็นตายายอยู่ด้วยกันมานานปีด้วยความรัก แต่ไม่มีใครมาเป็นทายาทหรือจะมาคอยดูแลตายายเมื่อแก่ชราไปกว่านี้จนออกหาของป่าไม่ไหว จึงได้ส่งนางฟ้าองค์หนึ่งให้ลงมาเกิด คืนนั้นดาวตกสว่างวาบดวงหนึ่งก็พุ่งลงสู่ป่า
  6. ในวันต่อมานั้นเอง ก็บันดาลให้เกิดอัศจรรย์ บรรดาของป่าที่มีก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมายด้วยความยินดีปรีดาของเหล่าพืชพรรณที่มีนางฟ้าจุติลงมา ดอกไม้บานสะพรั่งเต็มทั่วทั่งป่าอย่างไม่เคยมีมาก่อน วันนั้นตาออกไปหาของป่าประหลาดใจอย่างมาก ส่วนหมาบุ๊คก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน ระหว่างที่เดินชมป่าอันสะพรั่งไปด้วยดอกไม้ หมาบุ๊คก็เห่าขึ้นอย่าดัง ตาเดินมาดูก็พบทารกน้อย ๆ ในตะกร้า เป็นเพศหญิง ตัวเป็นปล้อง ๆ เหมือนหุ่นมาสคอตยางมิชลิน
  7. “อ่า... ทารกมาอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ ทั้งเกิดอัศจรรย์ ดอกไม้งามสะพรั่ง  คงจะเป็นของขวัญจากสวรรค์ให้เราแท้ ๆ  เราจะเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ ยายคงเห็นด้วยแน่” ตาพึมพำ แล้วจึงอุ้มตะกร้าทารกน้อยกลับกระท่อมทันที
  8. เมื่อมาถึงกระท่อม ตาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายดีใจอย่างมาก พูดขึ้นว่า “เด็กหญิงนี้เป็นนางฟ้านางสวรรค์มาโปรดเราแท้ตาจ๋า เราตั้งชื่อว่าโปรดดีไหม” ตาหัวเราะชอบใจ เต้นหยอง ๆ อย่างลืมสังขาร จากนั้นตากับยายก็ตกลงเลี้ยงเด็กหญิงโปรดเป็นลูกที่ทั้งสองรักมาก
  9. แต่อนิจจาผ่านไปกี่วัน ๆ เด็กหญิงโปรดก็ไม่ยอมกินอาหารที่ตากับยายป้อนให้ นั่นคือมัน เห็ด สมุนไพร และผลไม้ ร่างกายเด็กหญิงโปรดอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ตากับยายเป็นกังวลอย่างมาก จนเวลาผ่านไปสิบวัน จำเป็นต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ก่อนที่เด็กหญิงโปรดจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจลองตัดขาหน้าข้างขวาของหมาบุ๊คต้มให้เด็กหญิงโปรดกิน ปรากฏว่าเด็กหญิงโปรดกินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมด ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นตามลำดับ
  10. เมื่อตายายเห็นว่าเด็กหญิงโปรดชอบกินเนื้อหมาบุ๊ค ก็จำเป็นต้องเจียดตัดส่วนต่าง ๆ ของหมาบุ๊คมาให้เด็กหญิงโปรดกินทุก ๆ วัน ทีละน้อย ตั้งแต่ขาหน้า ข้างขวา ข้างซ้าย ขาหลังทั้งสองข้าง หาง บั้นเอว ระหว่างที่ตัดไปทีละน้อย ก็เอาผ้าชุบสมุนไพรมาพันแผลไว้ทุก ๆ วัน หมาบุ๊คจึงไม่เป็นอันตราย ค่อย ๆ ตัดทีละส่วน ๆ จนเด็กหญิงโปรดโตขึ้นเดินเหินและเริ่มพูดได้ ในเวลานั้น หมาบุ๊ค ก็เหลือเพียงหัว ซึ่งหูและตาหายไปอย่างละข้างหนึ่ง และมีผ้าชุบสมุนไพรพันส่วนคอไว้
  11. ตากับยายคิดทบทวนว่าถ้าตัดอวัยวะของหมาบุ๊คต่อไปหมาบุ๊คคงตายแน่ ไหน ๆ มันก็เคยช่วยกัดงู ไม่อยากให้มาตายจากไป จึงอ้อนวอนต่อเทวดาว่าให้ประทานอาหารสักอย่างหนึ่งที่เด็กหญิงโปรดกินได้มาให้ด้วย หากประทานมาให้จะขอบคุณมาก เทวดาได้ยินคำขอของสองตายาย จึงส่งลูกสาวของพี่สาวเด็กหญิงโปรดสมัยที่ยังเป็นเทวดา จำแลงร่างมาเป็นนกกาคาบเอาเมล็ดพันธุ์พืชชนิดหนึ่งที่เด็กหญิงโปรดชอบกินบนสวรรค์มาให้ที่กระท่อมสองตายาย เมื่อมาถึงเจ้านกก็แถลงว่า “นี่เป็นเมล็ดพืชชนิดหนึ่ง นำไปปลูก หมั่นรดน้ำ จะได้พืชใบเขียวมาเป็นอาหารแก่เด็กหญิงโปรดสืบไป” เด็กหญิงโปรดได้ยินก็เลยถามนกตัวนั้น ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวจำแลงมาว่า “นี่คือเมล็ดอะไรกัน เจ้านก” เจ้านกจึงตอบว่า “เมล็ดผักคะน้า”
  12. ตายายปลูกเมล็ดผักตามที่นกบอกจึงได้ “ผักคะน้า” มาผัดเป็นอาหารมาเลี้ยงเด็กหญิงโปรดต่อไป ส่วนหมาบุ๊คก็ไม่ต้องตาย มีชีวิตรอดต่อไปได้ แต่ไปไหนไม่ได้เพราะเหลือแต่หัว เด็กหญิงโปรดจึงเมตตาเอาหัวใส่ไว้ในตะกร้า ถือติดตัวไปตลอดเพราะถือว่าพาหมาบุ๊คเที่ยวไปในตัว บางครั้งเมื่อเจอเพื่อน ๆ ก็เอาหัวหมาบุ๊คมาเตะเล่น กำเนิดเป็นกีฬาฟุตบอลตั้งแต่นั้นมา

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “เป็นเทวดานางฟ้าอย่าลืมนำอาหารเทวดานางฟ้าติดตัวมาด้วยเวลาออกนอกส­­ถานที่” 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...

Comment

Comment:

Tweet

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed wink double wink surprised smile cry

#3 By (116.58.238.66|116.58.238.66) on 2015-01-07 14:04

Hot! Hot! confused smile

#2 By youuue on 2013-01-30 19:23

เป็นนิทานที่น่ารักดีมั้งนะ ฮ่าๆ อ่านแล้วดูโหดๆ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By ปีก on 2013-01-27 23:31