28 มีนาคม

     สิ่งที่ไม่ได้หมายถึงอะไรเลยมีอยู่หรือไม่ ? เป็นปัญหาที่ผมขบคิดวนเวียนในรอบ 2-3 สัปดาห์มานี้ ระหว่างช่วงที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่สำหรับผมเอง ชีวิตช่วงที่ไป ๆ มา ๆ ระหว่างแดนเกลือกับสารคามซึ่งห่างกันราว 40 นาที มันทำให้พบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ หลายอย่าง
     ครั้งหนึ่งขณะที่ผมอยู่บรบือแดนเกลือและจะต้องเดินทางไปที่สารคามในตอนเย็น ไปรอรถที่ริมทางข้างตลาดซึ่งเป็นจุดที่รถจะต้องผ่านอยู่เป็นประจำ มีเด็กนักเรียนอนุบาลกับคนวัยทำงานมารอรถด้วยเช่นกัน เมื่อรถบัสขนาดเล็กที่เรียกกันติดปากว่า "รถกระป๋อง" มาจอดเทียบผมปล่อยให้เด็ก ๆ ขึ้นก่อนจนหมดแล้วจึงขึ้นรถไป ไม่มีที่นั่งเหลือแล้วผมจึงยืนโหน รถออกจากบรบือไปเรื่อย ๆ ไม่มีกระเป๋ารถมาเก็บค่าโดยสาร ผมยังไม่เอะใจ จนเมื่อออกจากบรบือมาได้ราว 7 กิโลเมตร รถเลี้ยวซ้ายเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเล็ก ๆ แคบ ๆ และชำรุด สลับถนนดินแดงบางช่วง เด็ก ๆ ทะยอยลงตามแยกเล็ก ๆ ในหมู่บ้านทีละคน สองคน รถก็เข้าไปในหมู่บ้านลึกขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีวี่แววที่จะย้อนกลับมาถนนใหญ่ ผมนั่งอยู่เบาะหลัง เด็ก ๆ และผู้โดยสารลงไปเกือบหมดแล้ว และในที่สุดเมื่อเหลือเพียงผมคนเดียวบนรถและรถจอดลง คนขับหันมาถามผมด้วยภาษาถิ่นอย่างงง ๆ ว่าคุณจะไปไหน? ผมก็บอกไปว่าผมจะไปสารคาม เขาถึงกับร้องออกมาด้วยความละเหี่ยใจในตัวผู้โดยสารหลงทางคนนี้
     "บ่มีไผบอกเจ้าตี้ว่าเอารถเข้าบ้านมาเก็บ" เขาร้อง ผมบอกไปตามตรง ไม่มีใครบอกผมเรื่องนี้เลย ผมบอกว่าผมเห็นรถกระป๋องขับมา มีป้ายด้านหน้าเขียนว่า "สารคาม" ชัดเจน ตอนที่ขึ้นรถผมก็ไม่ได้ถามใคร และก็ไม่มีใครถามผม เด็ก ๆ ก็หยอกเล่นกันอย่างไม่สงสัยอะไร เด็กที่โตหน่อยก็ง่วนคุยกันเรื่องดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ ผมก็ขึ้นรถมาโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงว่านี่เป็นรถเที่ยวพิเศษ เที่ยวเข้าหมู่บ้าน
     เมื่อการณ์เป็นดังนั้นผมก็เป็นภาระหนึ่งที่เขาต้องสะสาง ในเวลานั้นผมรีบเสียด้วย แต่ผมก็ลอบทำใจไว้แล้วหากเขาไม่ช่วยเหลืออะไรผม ผมอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีทั้งโรงแรม ร้านสะดวกซื้อ วินมอเตอร์ไซค์ ไม่มีอะไรเลย มีเพียงบ้านไม้อีสาน วัว เล้าไก่ ทราย รั้วไม้ ต้นมะละกอ กับคราบน้ำทิ้งสีเขียวที่ไหลมาตามถนน
     หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงบอกว่าไป เขาจะไปส่งผมที่ถนนใหญ่โดยรถมอเตอร์ไซค์ ผมตกลงโดยดี อย่างน้อยเมื่อไปถึงถนนใหญ่ก็ยังพอจะโบกรถได้ ผมขึ้นรถที่เขาขับผ่านไก่ หมา กลุ่มควันจากเตาหุงข้าวเหนียวสำหรับมื้อเย็น และราวตากใบยาสูบ ยังไม่ทันพ้นหมู่บ้านเขาก็ร้องอ๋อเหมือนเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมา "เดี๋ยวไปเบิ่งบ้านพ่อใหญ่เสมก่อน เพิ่นเฮ็ดงานเป็นยามอยู่สารคาม จังชั่นสิได้ไปนำเพิ่น" ผมยอมรับข้อเสนออย่างเสียมิได้ แต่ก็ดีเหมือนกัน ในแง่หนึ่งผมก็ไม่ต้องโบกรถหรือสุ่มเสี่ยงว่าจะต้องนั่งรอรถเข้าสารคามอยู่ข้างทางจนถึงเช้า
     รถเลี้ยวกลับเข้าไปในหมู่บ้านอีกทางหนึ่ง ประมาณสี่ร้อยเมตรผมก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านปูนชั้นบนเป็นไม้ ชายอายุประมาณ 50 ปีคนหนึ่งนอนถอดเสื้ออยู่บนเปลญวนสีหม่น ๆ มีชายอีกคนนั่งบนพื้นข้าง ๆ ระหว่างชายสองคนมีขวดเหล้าขาว 40 ดีกรีกับแก้วสองใบและขวดน้ำ บนโซฟาเก่า ๆ ข้างประตูบ้านมียายนั่งเคี้ยวหมากซึ่งเพ่งมองมาที่ผมตลอดเวลา คนขับรถบอกเรื่องราวของผมให้กับชายที่นอนบนเปลฟังสั้น ๆ ก็เข้าใจความ เขาชวนผมนั่งบนโซฟาข้างยาย ผมข้ามตาข่ายซึ่งเอาไว้กันลูกไก่เข้าบ้านไปนั่งโดยไม่พูดอะไร
     ผมไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าผมหลงทางในนิวยอร์กหรือในโตเกียว หรือที่ใด ๆ ในโลกก็ตามผมจะถูกจัดการหรือปล่อยปละละเลยอย่างไร การหลงทางครั้งนี้ทำให้ผมได้เห็นอะไรบางอย่างที่ห่อหุ้มตัวผมไว้ หลังจากที่ชายคนนอนเปลซึ่งก็คือพ่อใหญ่เสม ยกแก้วเหล้าเข้าปาก แกหันมาถามผมว่าจะไปที่ไหน ผมบอกว่าถ้าไปสารคามก็ไปส่งผมที่สถานีขนส่งก็ได้ แกรินเหล้าใส่แก้วยื่นมาให้ผมกระดกทันทีพร้อมกล่าวขอบคุณ "หลงจังซี่เป็นตาหลงอยู่ดอกเนาะ" ชายวัยดึกอีกคนแซวผม ผมยิ้มให้ คนขับรถที่นั่งอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์พูดขึ้นว่า "เอาอีกบ่เหล้า เดี๋ยวซื้อให้ ค่าไปส่งผู้โดยสาร" พ่อใหญ่เสมไม่ปฏิเสธ เขาขับรถหายไปแว๊บเดียว ก็ได้เหล้าขาว 40 มาครึ่งขวด ชายวัยรุ่นคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านสายตามองผมอย่างระแวงสงสัยแวบหนึ่งแล้วขัดรถมอเตอร์ไซค์ของเขาต่อไปเงียบ ๆ ตอนนี้ผม พ่อใหญ่เสม คนขับรถ และลุงคนหนึ่งจึงนั่งดวดเหล้ากันอย่างดูไม่อนาทรร้อนใจอะไร ผมก็ทำใจเรื่องไปดูละครแล้วว่าคงไม่ทันเวลา พ่อใหญ่เสมแจกมะขามคั่วกับแกล้มอย่างเดียวที่เรามีให้ ผมหยิบเข้าปากแต่แล้วต้องลอบคายออกมาเพราะเคี้ยวไม่เป็น
     สักพักเมียพ่อใหญ่เสมออกมาจากบ้าน เมื่อทราบแล้วว่าผมเป็นใครมาทำอะไรแกก็เร่งผัวใหญ่ "เอ้าฟ้าวไปอาบน้ำแต่งโตแหมะ เขาฟ้าวเดะน่ะ" ผมบอกว่าไม่เป็นไรครับถ้ายังไม่ถึงเวลาทำงานก็ยังไม่ต้องรีบหรอกครับ แล้วเมียพ่อใหญ่เสมก็พูดประโยคที่ผมยังจำได้เท่าทุกวันนี้ แม้ผมจะเคยได้ยินมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่ครั้งนี้ประทับใจผมที่สุดตั้งแต่เกิดมา แกพูดอย่างจริงใจว่า
     "บ่มีอีหยังทรมานเท่ากับการรอคอย"
     น้ำเสียงและแววตาที่แกพูดเหมือนเปิดประตูสู่อดีตกาลของบรรพบุรุษของชาวเชียงแสนในศตวรรษที่ 17 อะไรอย่างนั้นเลย มันดูล้ำลึกปนหม่นเศร้าแปลก ๆ หรือเป็นเพราะผมเมาเหล้าขาวก็ไม่แน่ใจ
     หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ยามลุงเสมก็สวมวิญญาณแว้นห่อตะบึงรถมอเตอร์ไซค์ระบบเกียร์อัตโนมัติมุ่งสู่เมืองสารคาม ผมอยากพูดว่าไม่ต้องรีบก็ได้ลุง แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป ไม่รู้ว่าปกติแกขับเร็วเท่าไหร่แต่วันนี้ผมรู้สึกว่าความเร็วที่บวกกับความเห็นใจนั้นมันเร็วกว่าครั้งใดที่ผมเคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ ระหว่างทางผมก็คิดชั่งใจว่าจะให้เงินลุงเสมดีไหมเมื่อไปถึง ผมคิดวนไปเวียนมาระหว่างให้-ไม่ให้ อยู่อย่างนั้น คิดถึงเหล้าขาว คิดถึงไก่และขี้ของมัน คิดถึงตะใคร่น้ำบนดินทรายที่อยู่ได้เพราะน้ำทิ้งจากครัวของบ้านสองหลังที่ติดกันโดยมีตะใคร้กั้น สุดท้ายเมื่อไปถึงสถานีขนส่งสารคามเรียบร้อย เรายิ้มให้กันผมพูดว่า "ขอบคุณหลาย ๆ ครับ" แล้วแกก็ขับออกไป แน่นอนผมไม่ได้ให้เงินแก
     ...แกไม่ใช่วินมอเตอร์ไซค์.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 



edit @ 29 Mar 2012 13:53:37 by ภัทร วีระ

Comment

Comment:

Tweet

ทำไมไม่ซื้อเหล้าขาวให้แกสักครึ่งขวดวะ
เอาไว้แก้ เวลาเข้าเวร เหงาๆ
เห็นภาพเลยbig smile Hot!

#1 By Move Wanida on 2012-03-29 15:25