กว่า 10 ปีของร็อคหัวดำ
posted on 13 May 2008 17:24 by patrweera in academicwriting
บทนำ
หากเราอยากจะมองไปถึงอดีตของสภาพสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองให้เห็นว่าเป็นอย่างไรได้นั้น เราอาจจะศึกษาจากบันทึกเหตุการณ์ที่ถูกเก็บไว้ อาจจะเป็นหนังสือพิมพ์เก่า ๆ รายงานประจำปี ข่าวในช่วงเวลานั้น หรือแหล่งเก็บข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้ทำการบันทึกเอาไว้ ซึ่งงานของศิลปินซึ่งมีหน้าที่ให้ความบันเทิงแก่คนในสังคมนั้นก็คือส่วนหนึ่ง ที่ช่วยสะท้อนสังคมในแต่ละสมัยที่สร้างผลงานออกมาได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนได้คือ บรมครูกวีเอกของไทยสุนทรภู่ ได้แต่งร้อยกรองไว้มากมาย ทั้งเรื่องแต่ง เรื่องจริง ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นได้อย่างดีว่า สภาพบ้านเมืองในสมัยนั้นเป็นอย่างไร
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป อิทธิพลของดนตรีตะวันตกก็ได้แพร่เข้ามาในบ้านเราอย่างมาก ในช่วงปี 2537 ก็มีวงดนตรีวงหนึ่งได้กำเนิดขึ้นและมีผลงานมาจนทุกวันนี้ จากวันเวลาที่ผ่านไปเป็นเวลา 10 กว่าปี ที่วงร็อควงนี้ได้ขับกล่อมให้ความบันเทิงแก่ผู้ฟัง และเช่นกันกับศิลปินอื่น ๆ ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานออกมา ผลงานนั้นย่อมเป็นเครื่องบันทึกเรื่องราวแต่ละยุคสมัยที่พวกเขาได้ก้าวผ่านมาได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งข้าพเจ้าใคร่ขอแนะนำวง “แบล็ดเฮด” วงร็อคหัวดำ
กว่า 10 ปี ของแบล็คเฮด
วง Blackhead ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2547 ในยุคที่ดนตรีอัลเทอเนทีฟ (Alternativerock ซึ่งในราชอณาจักรเรียกว่า อินดี้ เป็นแนวเพลงร็อกแขนงหนึ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 80 และ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทศวรรษที่ 90 คำว่าอัลเทอร์เนทีฟถูกคิดขึ้นในทศวรรษที่ 80 อธิบายถึงแนวเพลงได้รับแรงบันดาลใจจากพังค์ร็อก โดยอยู่ค่ายเพลงอิสระ ที่ไม่ได้อยู่ในกระแสนิยมในช่วงเวลานั้น ในความหมายทางด้านดนตรี อัลเทอร์เนทีฟประกอบด้วยเพลงหลายๆแนวรวมกันทั้ง กรันจ์, บริทป็อป, กอธิคร็อก และ อินดี้ป็อป ที่ถูกรวมกันโดยลักษณะพื้นฐานของพังค์ที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญของดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกในทศวรรษที่ 70 (วิกิพีเดีย , 31 มีนาคม 2551) ) กำลังเข้ามาเผยแพร่และได้รับความสนใจในประเทศไทย
นักร้องนำและมือเบส คือปูและต๋องแยกตัวมาจากวงยูเรเนียมที่หนักไปทาเนวเมทัลที่มีดนตรีหนักหน่วง ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนักเพราะกระแสของวงเมทัลในยุคนั้นเทไปทางค่ายอาร์เอส คือ “หิน เหล็ก ไฟ” และ “ไฮร็อค” อย่างท่วมท้น
ส่วนมือกีตาร์คือ เอก ก็มาจากวงบิ๊กกัน สังกัดค่ายเดียวกันกับวงยูเรเนียมนั่นเองซึ่งเล่นในแนวเมทัลร็อคและแบบที่ใกล้เคียงกัน และจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายคือ ยุ่น มือกลองหน้าตี๋เข้ามาเติมในภาคของจังหวะจึงออกมาเป็น “แบล็คเฮด” วงอัลเทอเนทีฟร็อคหัวดำ ที่รวมตัวกันเพื่อเล่นใน “ร็อคผับ” และต่อมาจึงออกอัลบั้ม The Album Blackhead ในปี 2548 ดังเป็นพลุแตกจากเพลงช้า เนื้อหาจริงใจ แต่ดนตรีหนักแน่น คือเพลง “ยืนยัน” จนทำให้พวกเขาได้มีโอกาสเดินทางไปทำงานเพลงที่สหรัฐและคลอดอัลบั้มต่อมากับค่ายมอร์มิวสิคของอัสนี-วสันต์ โชติกุล คือ “Full Favor” ในปี 2540 ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น “ขอร้อง” ,”หนักหัวใคร” , “สัญญา” จนได้รับรางวัลสีสันอวอร์ดถึง 3 รางวัลได้แก่ ศิลปินกลุ่มร็อคยอดเยี่ยม อัลบั้มร็อคยอดเยี่ยม เพลงร็อคยอดเยี่ยมจากเพลง "หลอน"
อีกสองปีต่อมาพวกเขาก็ออกอัลบั้มใหม่คือ “เพียว” (Pure) ซึ่งยังคงความหนักแน่น ไพเราะ และคงคุณภาพเอาไว้ได้ ยังได้รับการต้อนรับจากชาวร็อคอย่างดีเช่นเคย เพลงที่ได้รับความนิยมมีอย่างเช่น “ยิ่งโตยิ่งสวย” ที่เร้าอารมณ์ด้วยจังหวะกลองที่ผสมผสานเอาจังหวะแบบไทย ๆ พรึม ๆ โจ๊ะ พรึม ๆ บวกกับเสียงคอร์ดกีตาร์ที่หนักแน่นเป็นจังหวะจะโคน บวกเข้ากับการร้องแบบแร็พ ในแบบฮิบฮ๊อบ นับเป็นความลงตัวที่พวกเขาทำได้อย่างบรรเจิด
ส่วนเพลงช้าก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ด้วยเนื้อหาที่ลึกซึ้งบาดใจ อย่างเช่นเพลง “อยู่ไปไม่มีเธอ” เสียงโซโลกีตาร์โหยหวนในท่อนขึ้นก็สะกดอารมณ์ได้อยู่หมัด
หรืออย่างเพลง “หมดใจ” และ “อย่าเสียน้ำตา” ก็เช่นกัน เนื้อหาที่ซาบซึ้งโดนใจ บวกกับทำนองกีตาร์ที่นับว่าติดหูจริง ๆ ซึ่งในยุคหลัง ๆ ก็เห็นได้ชัดว่า “เอก” มือกีตาร์ไม่สามารถรังสรรค์ทำนองให้ติดตรึงได้เท่านี้อีกแล้ว
ไม่รอช้า ในปีถัดมาพวกเขาออกอัลบั้มเต็มชุดที่ 4 มีนามว่า “เบสิค” (basic) เปิดตัวด้วยเพลงช้าคือ “ใจฉันอยู่กับเธอ” ออกมาพร้อมมิวสิควีดีโอทางโทรทัศน์จนได้รับความนิยมติดต่อกันมายังเพลงอื่น ๆ ด้วยคือ “ยอมรับ” “รักคือ” และในอัลบั้มนี้เขาก็ได้นำเอาเพลงเก่าคือ “เหล้าจ๋า” มาทำใหม่ในแบบร็อคหนัก ๆ ให้ได้เต้นกันด้วย
หลังจากนั้นพวกเขาห่างหายไปนานกว่า 3 ปี ก่อนจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งกับอัลบั้ม handmade (ทำมือ) ในอัลบั้มนี้มีการเปลี่ยนมือกลองโดยนำ ไก่ อดีตมือกลองวง Y not 7 มาตีแทน ยุ่น ซึ่งมีข่าวว่าแยกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ยังได้เห็นเขาไปตีกลองให้ ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์
ในอัลบั้มนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทั้งในภาคของเสียงดนตรีซึ่งฟังแปลกหูออกไป แต่พวกเขาก็ยังได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงทั้งเก่าและใหม่ จากเพลงเปิดตัวเพลงแรก “เหตุผล” (กรุณาสังเกตว่าจะเปิดตัวด้วยเพลงช้าตลอด) ตามมาด้วยเพลงที่ได้นำไปประกอบภาพยนตร์เรื่อง “สายล่อฟ้า” ยิ่งทำให้กระแสของเพลง “ฉันอยู่ตรงนี้” แรงขึ้นจนได้รับความนิยมนำไปร้องคาราโอแกะอย่างในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ และได้นำมาทำใหม่โดยร้องเพลงเพลงคู่กับ ลานนา คัมมินส์ ด้วย
ระยะเวลาอีก 2 ปีต่อมา พวกเขาก็ได้ออกอัลบั้มที่คล้ายกับเป็นการเฉลิมฉลองให้กับโอกาสครบรอบสิบปีของวง โดยใช้ชื่อตรงๆ ว่า “Ten” พร้อมเปิดตัวด้วยเพลงหนัก ๆ อย่างเพลง “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” ที่แสดงความสามารถของวงร็อคระดับประเทศออกมาอย่างเต็มที่ ตามมาด้วยเพลงช้าอย่าง “ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด” ซึ่งไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก แต่โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้นับเป็นอัลบั้มที่ดีทีเดียวในด้านเนื้อหาที่แสดงออกมาอย่างเต็มที่ว่าพวกเขา ”โต” หรือ “แก่” แล้วในวงการดนตรี พร้อมการกลับมาของ ยุ่น ในครั้งนี้ก็ทำให้บรรดาแฟนเพลงอบอุ่นใจและมีความสุขอย่างเต็มที่ในคอนเสิร์ตใหญ่ 10 ปีแบล็คเฮดที่จัดขึ้น พร้อมขุดเพลงตั้งแต่อัลบั้มแรกเรื่อยมาเล่น ให้ได้กลิ่นอายวันเวลาบรรยากาศเก่า ๆ เมื่อ 10 ปีก่อน
ปี 2550 แบล็คเฮดได้กลับมาอีกครั้งในอัลบั้ม Deep ปล่อยมิวสิควีดีโอเพลงช้าออกมาก่อนเหมือนเคย ในเพลง “เธอได้ยินไหม” เหมือนเป็นลางอะไรบางอย่างของพวกเขาเอง
ขอให้แค่เธอบอกฉัน ฉันก็พร้อมให้เธอไปกับเขา
ให้รักเราจบไป...
ไม่ต้องแกล้งโกหกฉัน อย่าปฏิเสธว่ายังรักกันได้ไหม
ปล่อยฉันไปตามหัวใจดีกว่า
เข้ากับกระแสร้อนแรงของกลุ่มดนตรีแมงโก (Mango Team) คือวง บิ๊กแอส และ บอดี้แสลม และวงร็อคแนวใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง Emo เช่น Retrospec , Sweet Mullet ส่วนกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งก็หันไปฟังเพลงอินดี้ไร้สังกัด ฟังเบา ๆ ง่าย ๆ ซึ่งออกมาตีตลาดจนค่ายใหญ่ ๆ ปรับกลยุทธ์กันแทบไม่ทัน
อัลบั้ม Deep นี้มีเพลงที่ออกมาเผยแพร่เพียงเพลงเดียวเท่านั้น แล้วก็ได้เงียบหายไป ไม่มีเพลงออกมาทางโทรทัศน์เพิ่ม หรือยุคของพวกเขาจะสิ้นสุดเพียงเท่านี้ หรือแฟนเพลงจะ “ปล่อยเขาไปตามหัวใจ” จริง ๆ แล้ว
ซึ่งดูทีท่าก็ยังไม่มีใครสนใจง้อพวกเขา.
จับแพะชนแกะ
ต่อไปเราจะมาดูว่า ตลอดทั้งช่วงเวลาที่พวกเขาได้สร้างผลงานเพลงออกมาแก่สาธารณะ ได้แฝงเร้นเอาความหมาย ความเห็น ทัศนคติ หรือวิจารณ์สังคม วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ เอาไว้อย่างไร หรือมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะจะตรงกับเหตุการณ์โดยบังเอิญ หรืออาจจะจงใจ หรือแม้แต่ไม่ได้เกี่ยวกันเลยโดยตัวพวกเขาเอง แต่สิ่งที่เรามักจะสร้างมันขึ้นมาจากการจับอันนั้นมาใส่อันนี้ เอาอันนี้มาใส่อันนั้น หรือเรียกว่าจับแพะมาชนแกะ ก็อาจจะทำให้เราพอจะเออออห่อหมกไปตามกันได้ก็น่าจะมีอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย
คน ทน วิตใคร วิตมัน
ในปี 2538 ที่อัลบั้มแรกของแบล็คเฮดได้ออกมาวางจำหน่าย มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโลก อย่างเช่น (วิกิพีเดีย, 13 เมษายน 2551)
• 17 มกราคม – เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 ริกเตอร์ ใกล้เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
• 20 มีนาคม – ลัทธิโอมชินริเกียวก่อวินาศกรรม โดยการปล่อยแก๊สพิษซารินในรถไฟใต้ดิน กรุงโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บมากกว่า 6,000 คน
• 19 เมษายน – การวางระเบิดในนครโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นการก่อการร้ายโดยคนในประเทศครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เกิดขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 168 คน
• 14 มิถุนายน - เกิดอุบัติเหตุโป๊ะที่ท่าเรือพรานนก เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ล่มลงในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีผู้โดยสารมากเกินขีดจำกัด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยผู้เสียชีวิตส่วนมากเป็นเด็กนักเรียนที่จะข้ามฟากไปเรียนในตอนเช้า เหตุครั้งนี้นับเป็นข่าวอุบัติเหตุที่ครึกโครมในสมัยนั้น
• 19 กันยายน – อุทกภัยครั้งใหญ่ พ.ศ. 2538: ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดอื่น ๆ
จะเห็นจากบันทึกเหตุการณ์สำคัญว่ามีเหตุอุบัติภัยที่รุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง และที่สำคัญมากและเป็นข่าวครึกโครมมากคือเหตุการณ์ “โป๊ะล่ม” จากเพลงหนัก ๆ ในอัลบั้มแรกได้สะท้อนการแก่งแย่งแข่งขันของคนในสังคม การเห็นแก่ตัว ไม่แบ่งปัน ไม่เผื่อแผ่ ออกมาทั้งในเพลง “คน” , “ทน” และ “วิตใคร วิตมัน” (ชีวิตใคร ชีวิตมัน) อย่างดี ซึ่งอย่างในตอนหนึ่งที่เพลง “วิตใคร วิตมัน”
ที่ว่า
เมื่อก่อนน่ะดีๆ แต่ตอนนี้ทำไมอย่างงี้
ลูกหลานมันคงไม่ดี ทำลายกันอย่างงี้ มันไม่อายผี
โว้ย มาทางนี้เลยเพื่อนฝูง อยากรู้อะไรอีกละทีนี้ ฮ่าๆๆ
ยังเกิดมาเป็นคนไทยควรระวังอันตราย
ใช่จะอยู่อย่างสบายได้ทุกคนนะ
ใช่แต่ก่อนปลอนปลอดภัยแต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่
ถ้าได้แก่ก่อนตายก็บุญของนายแล้วเว้ย
ในเหตุการณ์โป๊ะถล่ม สาเหตุส่วนหนึ่งก็คือการบีบปังคับของสังคมให้คนต้องเร่งรีบ ชิงดีชิงเด่นกันกัน ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เลยไปออกันบนโป๊ะเพื่อรอแย่งกันขึ้นเรือข้ามฟาก จนโป๊ะรับน้ำหนักไม่ไหว ล่มลงในที่สุด ทำให้มีคนเสียชีวิตมากมายซึ่งส่วนมากเป็นเด็กนักเรียนที่น่าสงสาร ซึ่งต้องไปเรียนไกล ๆ บ้านทั้งที่โรงเรียนอยู่ใกล้บ้านก็มี แต่ก็ต้องดั้นด้นไปเรียนไกล ๆ ในสถาบันดัง ๆ เพื่อเวลาสอบแข่งขันจะได้คะแนนดีกว่าเขา
สังคมคนทำงานก็ต้องรีบไปให้ทันตอกบัตร สายเท่านั้นครั้งเท่านี้โดนหักกี่บาทกี่บาท บ่อยครั้งไล่ออก ออกมาก็หางานทำยาก ต้องแย่งงานกัน ใครไม่มีเส้นสายก็ต้องเดินแตะฝุ่น ความกลัวต่าง ๆ นานาเหล่านี้ จึงบีบบังคับให้ต้องรีบเร่งให้ทันเวลาจนไม่มีเวลาคิดถึงคนรอบข้างจนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว ไม่สนใจผู้อื่น อย่างว่า “ชีวิตใครก็ชีวิตมัน”
ชีวิตใคร ชีวิตมัน จึงสะท้อนภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันวุ่นวาย น่าเหนื่อยหน่าย ทั้งอันตราย และความเห็นแก่ตัวของคนเมืองได้ชัดเจนทีเดียว
ตายไปเลย
ในช่วงปีเข้า 2540 สมัยของท่านนายกชวลิต ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั้งเอเชีย กำลังโดนมรสุมวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งกระหน่ำอย่างหนัก ขณะนั้นพวกเขาทั้งสี่ก็กำลังนั่งซดต้มยำกุ้งในเรสเตอรองละแวกลองบีชลอสแองเจิลลีสในแดนมะกันกันอย่างสบายใจเฉิบ พร้อมกับการทำงานเพลงจนคลอดออกมา งานเพลงในอัลบั้มนี้จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศแสงสีในต่างแดนเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังมีเพลง ๆ หนึ่งที่สะท้อนปัญหาสังคมในเรื่องการระบาดรุนแรงขึ้นของยาเสพติดประเภท แอมเฟตามีน หรือ ย้าบ้า คือชื่อเรียกของมัน
ก็เห็นๆกันอยู่ไม่รู้รึไง ว่าคนที่กินยาบ้าเขาพากันตายแบบไหน
ก็สภาพของแต่ละคนมันดูทุเรศ ทุเรศจะตาย
ไม่รู้จะกินทำไม กินเข้าไปตายลูกเดียว
ใครมันบอกว่ามีความสุข ก็ได้ยินว่ากินแล้วตายคนขายก็ต้องติดคุก
ในเมื่อที่กินเข้าไปไม่มีอะไรไม่ตายก็คุก
ไม่คุกก็ต้องมาตาย แต่ถ้ามันไม่ตายก็ต้องมาคุกองมาคุก ก็ปล่อยให้
ตายไปเลย (ตาย) ก็ให้มันตายไปเลย (เย้)
ซึ่งในช่วงนั้นรัฐบาลได้รณรงค์เรื่องนี้โดยใช้คำขวัญ “คนเสพตาย คนขายติดคุก” ตามป้ายหัวมุมถนน สถานที่ราชการต่าง ๆ เต็มไปหมด แต่จำนวนผู้เสพผู้ค้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่ประการใด แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
เพลงนี้ได้สะท้อนรวมไปถึงสภาพปัญหาสังคมที่อ่อนแอของคนในสมัยนั้น ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากความเครียดจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำเป็นปัจจัยหนึ่งด้วย จนผู้คนในสังคมเริ่มเบื่อรำคาญกับปัญหาเหล่านี้ แบล็คเฮดจึงสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่ว่า ถ้าหากพวกคนติดยานี้มันเป็นปัญหามาก เหมือนเด็ก ๆ ที่ดื้อด้าน ซน บอกอะไรก็ไม่ฟัง เตือนไม่ให้เสพยาแล้วก็ยังเสพ อย่างนั้นก็ช่างมันเถิด ให้มันตายกันให้หมดเรื่องไปทีเดียว เมื่อหมดปัญญาที่จะหาทางแก้ทั้งรณรงค์ก็แล้ว ทั้งปราบปรามก็แล้ว เพิ่มโทษก็แล้ว ความรู้สึกของคนที่เบื่อหน่ายจึงบอกว่า “ปล่อยให้มันตายไปเลย”
“ทำมือ”
ชื่ออัลบั้ม handmade ที่ออกมาในปี 2546 ช่างเข้ากับนโยบาย “คิดใหม่ ทำใหม่” ของท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ดีเหลือเกิน เพราะกำลังสร้างกระแสเรื่องสินค้า OTOP ที่ทำกันเองในหมู่บ้าน ในครัวเรือน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ทำมือ” นั่นเอง ไม่ใช่ระบบอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรทำ ส่งออกขายทั่วประเทศ มีการประกวดประขันกันโดยจัดงานมหกรรมกันให้รึ่ม ส่งเสริมการตลาดการขาย ให้เงินลงทุนส่งเสริมเข้าไปอีกหมู่บ้านละล้าน สี่หนุ่มวงแบล็คเฮดก็เลยสนองนโยบาย ตั้งชื่ออัลบั้มชุดใหม่อย่างกับสินค้าโอท็อปเข้ากับสถานการณ์เป็นปี่เป็นขลุ่ย
คำเตือนจากแบล็คเฮด
ในปี 2548 บรรยากาศภายในประเทศก็เริ่มจะอึมครึมไม่สดใส ผู้คนเริ่มแบ่งฝ่ายกัน มีฝ่ายที่เริ่มรู้แกวท่านนายก ออกมาโจมตีเรื่องความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อยากแก้กฎหมายก็ผ่านฉลุย
เพลงเปิดตัวในอัลบั้ม ten ครบสิบปีของวงแบล็คเฮดจึงนำเอาสัจธรรมมาแต่งเป็นเพลง “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” มีเนื้อร้องท่อนสร้อยที่น่าสนใจกับประเด็นนี้ว่า
ใหญ่คับฟ้า สักวันต้องมียิ่งกว่า
อยู่ใต้ฟ้า เหนือฟ้ายังมีฟ้า
ซึ่งเป็นเหมือนการบอกสัจธรรมให้ท่านผู้นำได้สำนึก เผื่อจะฉุกคิดได้ ดีกว่าจะยังทำเป็นหูทวนลม เพราะ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” แต่ก็ได้หามีความยับยั้งใจไม่ จนถูกทำรัฐประหารในปีต่อมา
น้อง ๆ เอย พี่จะตายอยู่แล้ว
นอกจากนี้ในอัลบั้ม ten ยังมีเพลงหนึ่งที่ประชดประชันการแต่งตัวของวัยรุ่นหญิงไทยไว้ได้แสบ ๆ คัน ๆ พอสมควรนั่นคือเพลง “น้องเอย”
ทำไมเสื้อผ้า ไม่มีตังซื้อหรือไง
กระโปรงก็สั้น นั่นเอวต่ำ นี่เงินไม่มีใช่ไหม
น้อง... น้องเอย พี่ทนไม่ไหว
น้อง... น้องเอย จะตายอยู่แล้ว
ที่เห็นในได้ชัดและกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ก็คือการแต่งตัวของนิสิตหญิงที่นิยมใส่เสื้อตัวเล็ก ๆ รัด ๆ กระโปรงสั้น ๆ จนผู้ใหญ่ออกมาเตือนว่าอาจจะทำให้เกิดอาชญากรรมได้ และอาจทำให้ส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนของโลหิต เป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจกันอยู่พักหนึ่ง
ส่งท้าย
แม้ว่าศิลปินจะทำหน้าที่หลักเป็นผู้ให้ความบันเทิงแก่ประชาชน แต่สำหรับแบล็คเฮดแล้ว ยังมีแง่มุมของการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงให้กำลังใจกับคนที่อยู่ในภาวะที่โดนสังคมทำร้าย กำลังใจถดถอย ต้องปากกัดตีนทีบทำงานเพื่อหาเงิน อย่างเช่นในเพลง “มีความสุขหรือเปล่า” ที่มีท่อนสร้อยที่ให้กำลังใจว่า
เหนื่อยกายไม่ได้แปลว่าทุกข์
สบายไม่ได้แปลว่ามีความสุข
อะไร ที่มันทำให้เธอนั้นทุกข์
ก็ลอง ถามตัวเองก่อนตอนนี้
มีความสุขหรือเปล่า
ซึ่งทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมโดยที่ไม่ได้โปรโมทเป็นการเฉพาะเลย ทำให้เห็นได้ว่า 10 กว่าปีที่ยาวนานของพวกเขา ไม่ได้สร้างความบันเทิงด้วยเนื้อหาเรื่องความรักเพ้อฝันเช่นวงอื่น ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังพยายามให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการดำรงชีวิต รวมถึงช่วยตักเตือนรณรงค์ในสิ่งที่ไม่ดีอีกด้วย จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับพวกเขา
edit @ 14 May 2008 00:12:11 by ภัทร วีระ
ของพี่ปู เย๊ยยย..ของวงร็อคหัวดำ
แบล็คเฮดตัวจริงเสียงจริง..
#1 By พี่พลอยจ๋า on 2008-05-13 21:25