ไม่ถึง

posted on 16 Nov 2009 12:51 by patrweera  in shortstory

 

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในรวมเรื่องสั้นชุด "ดอกไม้ของคนป่วย" 2552 โดย 6 นักเขียนป่วยเมืองมหาสารคาม โดยกากะเยียสำนักพิมพ์ )

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


  ผมพยายามจะถ่อร่างกายให้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ ให้ตายสิ รถผมก็โดนพี่เขาเผาซะเละ เบนซินแกลลอนกับก้านไม้ขีดอีกอัน เปลวไฟลามเลียไปทั่วทั้งคัน ยางรถปลิ้นออกมาต่อหน้าต่อตา พอไฟเริ่มลุกโชติช่วงลามไปถึงถังน้ำมัน นิสสัน ซันนี่ ที่รักก็ บึ้ม! กลายเป็นโกโก้ครันช์ แหลกเป็นจุน กระจกทุกด้านปลิวฟุ้งออกมาอย่างกับเม็ดโฟมงานคริสมาส ดีนะที่ผมตะเกียกตะกายออกมาห่างหน่อย ไม่งั้นโดนไปครอกตายไปแล้วล่ะ
    เส้นทางอันมืดมนคืนนี้ทำให้ผมเศร้าใจกว่าคืนไหน ๆ  แสงดาวทอประกายทำให้ผมน้ำตาไหลเอ่อ ผมเดินมาตามถนนหลวงร้างรถในเวลาใกล้รุ่งสาง เสียงหมาเห่าดังเกรียวตลอดทาง เมื่อกี้ผมเดินผ่านฝูงหมาที่วนเวียนเห่าอยู่รอบกายมันวนไปรอบตัวอย่างกับกล้องดอลลี่ที่เลื่อนรางไปตามทางได้ เป็นระเบียบเรียบร้อย ผมพยายามสงบเสงี่ยมเจียมตัวเดินก้มหน้างุดๆ ให้ผ่านกลุ่มพี่หมามา เวลานี้ผมเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ เดินไม่ค่อยถนัดแล้ว รู้สึกเสียดเสียวแปลบปลาบกลางหลัง เลือดย้อยลงตามทางที่ผ่าน ถอดเสื้อออกมาดูมีรูอยู่สองรู โอย ... พี่เขายิงใส่หลังผมโดนเข้าไปสองรู ถอดเสื้อออกมาดูรูเท่าก้นดินสอ 2 บีได้มั้ง ตรงไหล่ขวากับกลางหลัง หนึบหนืดตึงชากลางหลังเสียจริง แต่ผมต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานก็จะถึงแล้ว
    ไฟหน้าร้านสะดวกซื้อทอแสงรำไรในถนนย่านนอกเมืองท่ามกลางไอหมอก ลมกรีดกรายพัดเอาเศษดอกหญ้าปลิวข้ามถนนไปสู่ทุ่งนาอีกฝั่ง แสงส้มเรื่อง ๆ จากเสาไฟข้างทางติด ๆ ดับ ๆ จนผมแทบเดินลงพงหญ้า แสงติด ๆ ดับ ๆ ฉายให้เห็นทุ่งข้าวออกไปไกลนิดหน่อย จากนั้นความมืดทะมึนครอบครอง ส่วนบนท้องฟ้านั้นแสงสีส้มจากหลอกไฟไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แสงดาวฉายมาเท่าเดิม ไม่มีแสงใดรบกวนได้ ดาวทอแสงประกายสุกสกาว เช่นเดิมเมื่อผมแหงนมอง
    แล้วไม่รู้เวรกรรมอะไรอีก เสียวแปลบขึ้นที่น่อง หันลงไปดู ผมโดนพี่หมากัดเอาที่น่องซ้ายเต็มๆ มันครางหงาก ๆ แล้วพยายามกระชากเขี้ยวที่ปักอยู่กับกล้าเนื้อไบเซ็บ ขนสีดำแกเงาเลื่อม ตาวาว เหงือกชมพูดูสุขภาพดี อยากมีเวลามากกว่านี้ที่จะตั้งชี่อให้พี่เขา แม้ว่าจะมีเจ้าของหรือมีชื่อแล้วก็เถอะ ผมอยากถือโอกาสนี้ตั้งชื่อให้ด้วยความประทับใจของคนใกล้ตาย  พี่หมาดำเกิงแล้วกัน ดำเกิง เป็นชื่อที่เพราะดี แต่เกิงคืออะไรรู้หรอก ผมแค่ได้ยินมา ผมนึกน้อยใจว่าทำไมพี่ไม่เห่าเหมือนบ้านก่อน ๆ เห่าแล้วยังพอดูได้ว่ามาทางไหนยังไง อันนี้พี่มาเงียบ ๆ แล้วงับเข้าจัง ๆ ผมท้อใจที่จะเดินต่อ เสียจริง เสียวแปลบไปทั้งขาเข่าทรุงลงทันใด อีท่าไหนไม่รู้ก้นดันไปทับหัวพี่หมาเข้าโดยน้ำหนักตัวทั้งหมด ผมได้ยินเสียง “กรั๊บ!” ทีหนึ่งแล้วแกเลยครางเอ๋ง ๆ กระชากเอาเนื้อน่องผมแหว่งวิ่งหนีเตลิดไปทางกอหญ้า
    ผมรู้สึกดีใจที่แกไปเสียที ไม่งั้นผมเดินต่อไม่ได้หรอก
    ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่แน่ไม่นอน คนเราเลือกเกิดไม่ได้ฉันใด ก็เลือกตายไม่ได้ฉันนั้น ผมก็ไม่นึกว่าพี่มือปืนเขาจะมากันวันนี้ ในวันที่สำคัญสำหรับแอนเสียด้วย ไม่งั้นคงไม่ต้องพยายามอย่างนี้หรอก เฮ้อ! ผมควรจะนอนตายแถวข้าง ๆ ทางให้หมดเรื่องไป ดู ๆ แล้วผมน่าจะตายเร็วๆ นี้แหละ เพราะไม่รู้กระสุนมันฝังอยู่แถวไหน จุดสำคัญไม่สำคัญขนาดไหน อีกนัดหนึ่งยังพอลูบก้นหัวกระสุนได้อยู่ เป็นโลหะมัน ๆ แข็ง ๆ ผมลองแตะดูที่กลางหลัง แล้วก็เวียนหัวมาก แต่มันก็ยากลำบากเหมือนกันที่จะนอนลงพักผ่อนตอนนี้ มันอาจหมายถึงการพักผ่อนยาวซึ่งผมยังยอมรับมันไม่ได้ การพักยาวน่าจะมาช้ากว่านี้หน่อย หรือบอกกันก่อนล่วงหน้าสักสามวัน เพื่อที่จะเคลียร์ทุกอย่างให้ลงตัว ให้ได้บอกแอนว่าผมรักเธอมาก แล้วพาไปขี่ม้าหมุนสักวัน กลับบ้านไปหาพ่อกับแม่แล้วทำกับข้าวกิน กับข้าวของโปรดอย่างที่เราชอบด้วยกัน พ่อผมทำแกงคั่วเนื้ออร่อยกว่าใคร แม่ผมทำป่นเนื้อแห้งได้เก่งที่สุด กินได้ไม่เบื่อ แล้วก็มีร้านไก่ปิ้งทรงเครื่องใกล้บ้านที่เราชอบกินกัน กินแม่งเป็นล้านไม้เลย แล้วก็กราบเท้าพ่อกับแม่งามๆ สักที แล้ววันสุดท้าย ผมจะไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ อาจจะขับจักรยานคันเดิมตอนที่ผมเคยขับตอนเรียนมัธยม ชมโลกอันแสนสวยไปเรื่อยๆ แล้วก็ล้มคอพับง่าย ๆ ตรงซอกซอยเมืองสักแห่งเมื่อเวลานั้นมาถึง เวลาแห่งการตาย แต่อย่าพึ่งตอนนี้นะ
    ตอนนี้มันเป็นความจำเป็นของใจที่ต้องถ่อไปให้ได้
    ผมต้องลากขามาเรื่อย ๆ แล้วก็ร้องเพลงมาเรื่อย ๆ เพลงช่วยให้ผมทำอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่างโดยไม่คำนึงถึงความบัดซบของโชคชะตา อีกเดี๋ยวเดียวผมก็ถึงแล้วร้านสะดวกซื้อที่มีแสงไฟสว่างจ้า มันจ้ากว่าทุกวัน ผมจะเดินเข้าไปถามว่าเขามียาแก้ปวดไหม ยาแก้ปวดสักสามสี่เม็ด เพราะผมปวดหนุบหนับจนหลังจะระเบิดเหมือน เหมือนหลังจะระเบิดเป็นจุน แล้วก็จะถามหาเทปกาวอันหนา ๆ สำหรับอุดแผลสักอันมาปิดให้เลือดมันหยุดไหลเสียที แล้วจากนั้นก็คงจะหาเหล้าแรง ๆ สักขวด เผื่อจะหายเวียนหัวบ้าง แล้วก็จะได้เดินไปต่อ อีกไม่เกิน 400 เมตรเท่านั้น ก็จะถึงบ้านเราแล้วจ๊ะที่รัก
    มันเป็นหน้าที่ ผมเข้าใจดี และพยายามย้ำกับตัวเอง ตอนนี้พี่มือปืนแกคงไปหาหลับนอนพักผ่อนไปตามประสา เมื่อการทำงานลุล่วง ไม่แน่ แกอาจจงใจยิงแบบไม่ให้ตายคาที่ก็ได้ ผมนึกขอบคุณพี่แกจริง ๆ ซาบซึ้งในน้ำใจมาก เพราะแกเป็นมืออาชีพ รู้ดีว่ายิงยังไงให้ตายทันทีหรือตายอีกในวันพรุ่ง ไม่งั้นผมก็หมดโอกาสแล้ว โอกาสที่จะเดินกลับมาบ้านก่อน ผมมีดอกไม้สวย ๆ จะมอบให้เธอ ดอกไม้ช่อใหญ่! ฉิบหายดอกลิลลี่ช่อใหญ่จากร้านสมถะฟลาเวอร์เป็นจุนไปแล้วนี่หว่า
    โธ่ ! ดอกไม้ช่อใหญ่ไหม้เป็นเศษผง ผมจะถือดอกไม้ที่ไหนไปให้เธอล่ะ เอาละ ในโอกาสนี้ เอาดอกหญ้าข้างถนนนี่แหละ ดอกหญ้าชูช่อไสวพลิ้วไปตามแรงลมเหมือเชื้อเชิญให้ผมเด็ดรวบเอามันไปฝากเธอที่รัก มันอยู่ไม่ไกลจากทางนัก ผมเดินลงไปเก็บมา ดอกหญ้าปุยเกสรสีขาว ผมรวบมาเป็นกำ เกสรมันหลุดปลิวไหวไปกับสายลม ขอให้ที่รักอย่างโกรธผมเลยที่ถือดอกไม้ริมทางมามอบให้ แต่อีกใจผมก็ยินดีอย่างยิ่ง ที่มีดอกไม้ติดมือให้เธอบ้าง และคงเป็นการให้ครั้งสุดท้าย โอกาสผมคงมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่จะได้มอบดอกไม้ให้เธอ เป็นการมอบดอกไม้ที่ผสมผสานความตราตรึงกับความรวดร้าวไว้ด้วยกัน ขอให้ผมได้ไปถึงเวลานั้นเถอะ อย่าได้จบลงไปอย่างบัดซบเช่นนี้ จบลงแบบหมาถูกรถเหยียบไส้แตกกระจายข้างทาง แต่ช่างมันเถอะ มันอาจจะจบลงแบบนั้นก็ได้ ถ้าแอนขับรถออกมาซื้ออะไรสักอย่างที่ร้าน แล้วอยากขับรถดูดาวเล่นสักหน่อย มาเจอผมพอดี ผมก็จะยื่นดอกไม้ให้เธอ “สุขสันต์วันดีจ้า” แล้วผมก็จะได้ตายๆ ไปเสียที เหนื่อยแม่งฉิบหาย
    เลือดไหลมากไปจนผมเวียนหัว คงเป็นแผลที่พี่หมาแกกระชากเนื้อไปนั่นแหละ ที่หลังก็ตึงเลือดเป็นลิ่มๆ ย้อยเกาะกรัง ผมเลยตัดสินใจถอดเสื้อยืดตัวเก่งที่เขาให้ผมไว้มาพันขา อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว ร้านสะดวกซื้อ ดอกหญ้าในมือสวยดีเหมือนกัน เมื่อถูกแสงสีส้มจากไฟขอบถนนสาดส่อง แอนคงชอบที่ผมมอบดอกไม้ให้ ดอกหญ้าสีขาวช่อใหญ่ แล้วจะได้ไปเสียที อีกนิดเดียว จะถึงร้านสะดวกซื้อแล้ว
    จากถนนสีดำเบื้องหน้า ค่อยๆ ปรากฏสีส้มชัดเจนขึ้นมาเรื่อย ๆ แสงรถมอ’ไซค์ที่มาจากด้านหลังชัดสว่างขึ้นแต่เสียงรอบเครื่องผ่อนเบาลง “ว่าไงพ่อหนุ่มมีรูกลางหลัง” แกทักผมทันที ไม่รู้จะว่ายังไง พ่อหมอคนดีรีไซเคิ้ลขยะของชุมชน ผมได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
    “ขึ้นมาสิพ่อหนุ่มจะเดินไปไหน” แกหันมากระดกหนวดเคราถาม
    “ไปร้านสะดวกซื้อข้างหน้านี่เองครับ”  ผมว่าพลางชี้มืออย่างหนังตะลุง แกยิ้มมีเลศนัย
    “มาๆ นั่งขยะไปดีกว่า ดูท่าจะไม่ไหวนะเนี่ย เมาหนักล่ะสิ” แกชี้นิ้วโป้งแบบย้อนหลังไปที่พ่วงซาเล้งเต็มไปด้วยกระป๋องกองเรียงราย ผมก็ไม่ไหวละ ต้องอาศัยแกแล้ว ทั้งเซฟเวลาได้ตั้งโข ผมก็ไม่มีแรงอยู่แล้ว ผมยิ้มให้ในความกรุณาก้าวขาขึ้นนั่งบนกองกระป๋องอลูมิเนียมนับพัน
    “นอนทับให้บี้ไปเลย น้าจะไปอัดมันอยู่ดี” แกชี้ชวนแล้วกดบ่าผมลงกับกองกระป๋องในกระบะ
    “เอาดอกหญ้าไปทำไม นั่นน่ะ ถือกำซะแน่นเชียว”
    “ผมจะเอาไปให้เธอครับ คนที่ผมรักที่สุดในโลก”
    “หรอ แล้วเธออยู่ไหนล่ะ”

    …

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 16 Nov 2009 12:56:21 by ภัทร วีระ